ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
แนวคิด-ปรัชญา

เอก (ราษฎร์) ราชในความใฝ่ฝัน และวิเทโศบายของปรีดี พนมยงค์ สมัยรัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนา

28
มีนาคม
2565

บทนำ

ความคิดเรื่อง "เอกราช" นับตั้งแต่สมัยคณะราษฎร ยังขาดการศึกษาพลวัตของความหมาย และการแปรปรับเป็นนโยบาย งานเขียนชิ้นนี้จึงมีหมุดหมายเพื่อนำเสนอเอกราชในความใฝ่ฝัน และวิเทโศบายของคณะราษฎร และปรีดี พนมยงค์ ผ่านหลักฐานทางประวัติศาสตร์และเหตุการณ์สำคัญต่างๆ อาทิเช่น ประกาศคณะราษฎร​ เค้าโครงการ​เศรษฐกิจ​ รายงานการประชุม​สภาผู้แทนราษฎร​ การเดินทางเพื่อไปเจรจาเรื่องสนธิสัญญาเสมอภาคและยกเลิกสนธิสัญญาไม่เป็นธรรมกับนานาประเทศ การเจรจาแปลงดอกเบี้ยเงินกู้ให้ลดลง เป็นต้น

ในเบื้องต้น ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่า "เอกราชในทัศนะของคณะราษฎร" นั้น มีความหมายกว้างกว่าการปักปันอาณาเขต หรือ สิทธิสภาพนอกอาณาเขต และในโลกทัศน์ของปรีดียังแสดงให้เห็นว่าผลประโยชน์จากเอกราชต้องเป็นประโยชน์ต่อราษฎรอันสอดรับกับงานเขียนสมัยนั้นที่มักจะสะกด "เอกราช" เป็น "เอกราษฎร์" อย่างมีนัยยะสำคัญ[1]

ในส่วนของปรีดีนั้น มองว่าพระยาพหลฯ เป็น ‘ทหาร นักประชาธิปไตย’ และอธิบายไว้อย่างคมคายว่า “ผมเคยเขียนไว้ เคยให้สัมภาษณ์ด้วยว่า เราจะไปวินิจฉัยว่าถ้าเป็นทหารแล้วจะเป็นอย่างนั้นทั้งหมดมันก็ไม่ถูก หรือว่าพลเรือนนี่ดีทั้งหมดก็ไม่ใช่ จะเห็นว่าทหารบางคนเป็นนักประชาธิปไตย ยกตัวอย่างเจ้าคุณพหลฯ... ท่านเป็นนักประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ท่านไมได้ต้องการที่จะเอาอำนาจ เอาความเป็นใหญ่ให้แก่ทหารหรือแก่ตัวท่านเองอะไรเลย ของหลวงหรือก็ไม่มี...[2]

เอกราชในความใฝ่ฝันของคณะราษฎร และปรีดี พนมยงค์

หลักเอกราชของ คณะราษฎร และ ปรีดี พนมยงค์ เผยแพร่สู่วงกว้างครั้งแรกจากประกาศคณะราษฎรในการอภิวัฒน์ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ซึ่งประกาศฉบับนี้เสนอหลักการปกครองของคณะราษฎร 6 ประการ โดยประการแรกเสนอเรื่องเอกราชไว้ว่า

“การปกครองซึ่งคณะราษฎรจะพึงกระทำก็คือ จำต้องวางโครงการอาศัยหลักวิชา ไม่ทำไปเหมือนคนตาบอด เช่น รัฐบาลที่มีกษัตริย์เหนือกฎหมายทำมาแล้ว เป็นหลักใหญ่ๆ ที่คณะราษฎรวางไว้ มีอยู่ว่า

๑. จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่นเอกราชในทางการเมือง ในทางศาล ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศไว้ให้มั่นคง...”[3]

 

ประกาศคณะราษฎร และหลัก 6 ประการ ในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พุทธศักราช 2475
ประกาศคณะราษฎร และหลัก 6 ประการ ในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พุทธศักราช 2475

 

ในประกาศคณะราษฎร ระบุหลักเอกราชไว้ 3 ประการ ได้แก่ เอกราชในทางการเมือง เอกราชในทางศาล และเอกราชในทางเศรษฐกิจ

กระทั่ง 1 ปี ถัดมา ปรีดีได้ประกาศนโยบายทางเศรษฐกิจกับหลัก 6 ประการไว้ในเค้าโครงการเศรษฐกิจ หรือ สมุดปกเหลือง หมวดที่ 11 ผลสำเร็จอันเกี่ยวแก่หลัก 6 ประการ ซึ่งในบทที่ 1 เรื่องเอกราช นั้น จัดแบ่งออกเป็น 3 ข้อ คือ ก. เอกราชในทางศาล ข. เอกราชในทางเศรษฐกิจ และ ค. เอกราชในทางการเมือง เช่นในประกาศคณะราษฎร

 

เค้าโครงการเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐมนูธรรม พุทธศักราช 2475
เค้าโครงการเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐมนูธรรม พุทธศักราช 2475

 

ปรีดีเสนอเรื่องเอกราชในทางศาลว่า ให้เป็นไปตามการจัดทำประมวลกฎหมายตามที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายไว้และใกล้จะจัดทำเรียบร้อยแล้ว จนมาสำเร็จในสมัยรัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนาที่สามารถร่างประมวลกฎหมายสำคัญได้ทั้งหมด 4 ฉบับ

  1. ประมวลกฎหมายอาญา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และประกาศใช้ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2478
  2. กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พ.ศ. 2477
  3. กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง พ.ศ. 2477
  4. กฎหมายพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

จากการประกาศใช้ประมวลกฎหมายข้างต้น ทำให้สยามได้สิทธิทางการศาลครบถ้วนใน พ.ศ. 2483[4]

ส่วนเรื่องเอกราชในทางเศรษฐกิจ ปรีดีชี้ให้เห็นว่า ประชาชนต้องได้รับประโยชน์จากสิ่งที่อุปโภคบริโภคและสิ่งที่จำเป็นในการดำรงชีวิต โดยเล็งเห็นว่า รัฐบาลควรจะเป็นผู้ควบคุมราคาสินค้าเพื่อลดการกดขี่ทางเศรษฐกิจจากเอกชน

และ เอกราชในทางการเมือง หมายถึงความพร้อมทั้งปัจจัยทางเศรษฐกิจ และปัจจัยทางการเมือง ในห้วงยามแห่งสงครามเวลานั้น รัฐควรมีอาวุธยุทโธปกรณ์ทางทหารเพื่อป้องกันบ้านเมือง จะเห็นได้ว่า เอกราชในทางการเมืองของปรีดี มีความหมายกว้างกว่าการเมืองในแง่การปกครอง แต่หมายรวมถึงการเมืองกับชีวิตประจำวันที่ประชาชนมีความมั่นคงทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม ดังนี้

“เมื่อบ้านเมืองเรามีสิ่งอุปโภคบริโภคปัจจัยแห่งการดำรงชีวิตพร้อมบริบูรณ์ เรามีอาวุธในการป้องกันประเทศได้เพียงพอ และเราบำรุงการศึกษาได้ด้วยมีแรงงานที่จะจัดให้ครูอบรมสั่งสอน เราจัดบำรุงอนามัยของราษฎร โดยอาศัยวิธีที่รัฐบาลจัดการเศรษฐกิจเสียเอง อันเปิดช่องทางความสะดวกแก่การบำรุงอื่น ๆ แล้วจะมีประเทศใดเขามาราวี…”[5]

 

คณะรัฐมนตรีและที่ปรึกษา ในสมัยรัฐบาลของพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พุทธศักราช 2480
คณะรัฐมนตรีและที่ปรึกษา ในสมัยรัฐบาลของพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา
ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พุทธศักราช 2480

 

หากหลักเอกราชในเค้าโครงการเศรษฐกิจ ยังไม่ทันได้ดำเนินตามนโยบายก็มีการรัฐประหาร 1 เมษายน พ.ศ. 2476 เกิดขึ้น สืบเนื่องมาจากความขัดแย้งเรื่องเค้าโครงการเศรษฐกิจนี้ว่ามีลักษณะคอมมิวนิสม์ โดยพระยามโนปกรณ์นิติธาดา ประกาศพระราชกฤษฎีกาปิดสภาผู้แทนราษฎรพร้อมงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา ทำให้ปรีดีต้องลี้ภัยครั้งแรก และถูกเชิญกลับมาสยามในสมัยรัฐบาลพระยาพหลฯ ในปีเดียวกัน

ใน พ.ศ. 2478 รัฐบาลต้องการแก้ไขปัญหาสนธิสัญญาไม่เท่าเทียมอย่างรวดเร็วจึงเริ่มวิธีการเจรจากับนานาประเทศเพื่อเร่งเวลาให้สยามมีเอกราชบริบูรณ์และมอบหมายให้ปรีดีเป็นผู้ดำเนินการ ดังจะกล่าวถึงรายละเอียดในหัวข้อต่อไป

วิเทโศบายของปรีดี พนมยงค์ สมัยรัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนา

หลักเอกราชทั้ง 3 ข้อ ดำเนินการสำเร็จซึ่งเป็นผลมาจากบทบาทของปรีดีที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และการสนับสนุนของพระยาพหลฯ ผ่านวิเทโศบายสำคัญ 2 นโยบาย ได้แก่ 

วิเทโศบายที่ 1 เจรจาเพื่อสนธิสัญญาเสมอภาคและยกเลิกสนธิสัญญาไม่เป็นธรรมกับ 15 ประเทศ[6]

ในคำปราศรัยทางวิทยุกระจายเสียงของเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พุทธศักราช 2480 ปรีดี กล่าวว่า การเจรจาเรื่องยกเลิกสนธิสัญญานี้ ใช้หลัก ‘ดุลยภาพทางอำนาจ’ และดำเนินนโยบายทางการทูตด้วยมิตรภาพ ซึ่งในสมัยรัฐบาลของพระยาพหลฯ มีการประคับประคองบรรยากาศสันติภาพและเป็นฝ่ายกุมดุลอำนาจระหว่างประเทศไว้ได้ดี จึงสามารถบอกเลิกสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรมกับ 15 ประเทศ[7] ได้ แล้วเปิดการเจรจาทำสนธิสัญญาใหม่โดยถือหลักเสมอภาค ถ้อยทีถ้อยปฏิบัติต่อกัน ความเป็นธรรม เอื้อประโยชน์แก่กันและกัน นานาประเทศจึงเห็นใจและยินยอมทำสนธิสัญญา อันเป็นผลให้ปวงชนชาวสยามมีความเป็นเอกราชและอธิปไตยสมบูรณ์ ทั้งยืนยันเจตนารมณ์ของคณะราษฎรและรัฐบาลที่ยึดมั่น

ที่สำคัญคือ  ปรีดี นำหลักธรรมมาบริหารราชการแผ่นดินและดำเนินนโยบายระหว่างประเทศ โดยได้สรุปการปราศรัยครั้งนี้ด้วยพุทธภาษิตว่า ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจารี หรือ ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม[8]

 

ปรีดี พนมยงค์ เซ็นสนธิสัญญามิตรภาพกับ 15 ประเทศ
ปรีดี พนมยงค์ เซ็นสนธิสัญญามิตรภาพกับ 15 ประเทศ

 

กาลต่อมา ในข้อเขียนของปรีดี เรื่องสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการเล่าถึงนโยบายที่เชื่อมโยงกับหลักเอกราชในทางศาลและทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม อาทิ การยกเลิกศาลต่างประเทศ และศาลกงสุลจนทำให้ศาลสยามมีอำนาจเต็มในการชำระคดีของคนต่างประเทศ และสามารถเก็บอัตราศุลกากรได้โดยไม่ถูกจำกัดเหมือนแต่ก่อน กระทั่งสามารถทำการผูกขาดวิสาหกิจ และการผลิตทุกชนิดรวมทั้งการทำซิกาแรต ซึ่งเดิมอยู่ในอำนาจผูกขาดของบริษัทอังกฤษอเมริกัน และยังมีสิทธิอธิปไตยสมบูรณ์เหนือเขตภายใน 25 กิโลเมตรจากฝั่งแม่น้ำโขงซึ่งก่อนนี้ถูกจำกัดมิให้สยามเก็บศุลกากรในเขตนั้นได้

 

ปรีดี และพูนศุข พนมยงค์ ในงานเลี้ยงรับรองที่สถานทูตอังกฤษขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พุทธศักราช 2480
ปรีดี และพูนศุข พนมยงค์
ในงานเลี้ยงรับรองที่สถานทูตอังกฤษขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
พุทธศักราช 2480

 

นอกจากนี้ ปรีดี ยังเคยเจรจาเรื่องเขตแดนบริเวณเขาพระวิหาร ในระยะแรกไว้อีกด้วย

“ข้าพเจ้าได้เตรียมเจรจาเรื่องเขตแดนบริเวณเขาพระวิหาร เพราะตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศถือเอาสันปันน้ำเป็นเส้นปันเขตแดน แต่ตามสัญญากับฝรั่งเศสแต่ก่อนนั้น สยามจำต้องยอมตกลงยกเว้นหลักดังกล่าวไว้ คือ ให้ถือตามแผนที่ต่อท้ายสัญญา ซึ่งแสดงว่าเขาพระวิหารตกเป็นของฝรั่งเศส

ในการนี้ข้าพเจ้าเห็นว่า เราควรใช้วิธีเจรจาจะได้ผลดีกว่านำเรื่องสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ เพราะเหตุแผนที่ต่อท้ายสัญญาซึ่งฝ่ายผู้เจรจาสมัยก่อนและนายทหารที่ได้ทำการปักปันเส้นเขตแดน ได้ลงนามไว้มีสัตยาบันทั้ง 2 ฝ่ายแล้ว…” [9]

เมื่อประมวลจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ อาทิ คำปราศรัย คำแถลง นโยบาย และข้อเขียนที่เกี่ยวเนื่องกับการต่างประเทศสยามของปรีดี พนมยงค์ อย่างรอบด้าน พบว่าหลักการสำคัญที่ทำให้การเจรจาเรื่องสนธิสัญญากับประเทศต่างๆ สำเร็จลุล่วง คือ ปรีดีใช้หลักธรรม มีความประนีประนอม ความซื่อสัตย์ มีการรักษามิตรภาพ รวมทั้งชัดเจนในทางนโยบายและตรงไปตรงมาในการเจรจาผสมผสานกันอย่างน่าอัศจรรย์จึงทำให้ทั้ง 15 ประเทศลงนามสนธิสัญญาได้ในเวลาอันสั้น

วิเทโศบายที่ 2  เจรจาแปลงดอกเบี้ยเงินกู้ให้ลดลงกับสหราชอาณาจักร

ช่วงกลาง พ.ศ. 2478 รัฐบาลของพระยาพหลฯ มอบหมายภารกิจให้ปรีดีเดินทางไปกรุงลอนดอนเพื่อเจรจาแปลงดอกเบี้ยเงินกู้ให้ลดลง เนื่องด้วยในสมัยรัชกาลที่ 6 มีการกู้เงินจากธนาคารอังกฤษมาเพื่อใช้ก่อสร้างสาธารณูปโภคจนต้องเสียดอกเบี้ยร้อยละ 6 ต่อปี โดยปรีดีสามารถเจรจาลดดอกเบี้ยเงินกู้ลงมาเป็นร้อยละ 4 ต่อปีได้สำเร็จ[10] ทำให้สยามประหยัดดอกเบี้ยลงถึงปีละประมาณ 800,000 บาท

หากมีข้อสังเกตก่อนหน้าที่ปรีดีจะเดินทางไปต่างประเทศเพื่อเจรจายกเลิกสนธิสัญญาไม่เป็นธรรมและเจรจาแปลงดอกเบี้ยเงินกู้นั้น มีการขอลาการประชุมสภาผู้แทนราษฎรตลอดสมัยและแจ้งเหตุผลเพียงว่าเดินทางไปราชการต่างประเทศจึงเกิดข่าวลือและกระทู้ถามเรื่องปรีดีไปต่างประเทศ เหตุเพราะว่ามีสถานะเป็นบุคคลสำคัญในคณะราษฎร ดังนั้น การจะเดินทางไปต่างประเทศเป็นเวลานานโดยไม่ระบุภารกิจ ย่อมทำให้เกิดความสงสัยจนมีกระทู้ถามที่สรุปไว้ ดังนี้

  1. ข่าวลือเรื่องที่หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (บรรดาศักดิ์ของปรีดี พนมยงค์) จะไปต่างประเทศนั้นเป็นความจริงหรือไม่
  2. ถ้าเป็นจริง ไปส่วนตัว หรือในราชการ
  3. ระยะเวลาที่ไปเป็นจำนวนกี่เดือน

พระยาพหลพลพยุหเสนา นายกรัฐมนตรี ตอบกระทู้ถามในสภาผู้แทนราษฎรว่า

  1. เป็นความจริง
  2. ไปราชการ
  3. มีกำหนดกลับภายใน 6 เดือน หรือแล้วแต่ภารกิจ

คำตอบของพระยาพหลฯ ก็ไม่ได้แจกแจงภารกิจของปรีดีในต่างประเทศเช่นเดียวกัน โดยแจ้งเพียงว่าเป็นภารกิจที่มีความสำคัญ[11]

 

พระราชกำหนดแปลงเงินกู้รายดอกเบี้ยร้อยละหก พุทธศักราช 2478
พระราชกำหนดแปลงเงินกู้รายดอกเบี้ยร้อยละหก พุทธศักราช 2478

 

และอีก 5 เดือนถัดมา ก็มีการตราพระราชกำหนดแปลงเงินกู้รายดอกเบี้ยร้อยละหก พุทธศักราช 2478 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาลงวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2478[12]  และในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2478 ได้มีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติอนุมัติพระราชกำหนดแปลงเงินกู้รายดอกเบี้ยร้อยละ หก ซึ่งในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินี้ มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตั้งข้อสังเกตไว้หลายประเด็น อาทิ ทำไมรัฐบาลจึงไม่ใช้หนี้ให้หมดเพื่อจะได้ไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ย  หรือเรื่องงบประมาณว่ารัฐบาลจะมีเงินเหลือพอที่จะจ่ายดอกเบี้ยหรือไม่ ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลได้แจกแจงถึงความจำเป็นที่ต้องใช้เงินเพื่อการพัฒนาประเทศในวาระเร่งด่วน[13] เป็นต้น

ท้ายที่สุด เอกราชในความใฝ่ฝันของปรีดี พนมยงค์ และคณะราษฎร เห็นพ้องและสอดคล้องกันมาตั้งแต่ในหลัก 6 ประการ หากแตกต่างกันตรงที่เอกราชของปรีดี มี ราษฎร เป็นเอก สะท้อนได้ชัดเจนจากคำกล่าวนี้

“สังคมใดที่จำนวนพลเมืองส่วนข้างน้อย มีความไพบูลย์ด้วยการกดขี่เบียดเบียนพลเมืองส่วนมาก ที่ต้องตกทุกข์ได้ยากแสนสาหัส พลเมืองส่วนมากที่เป็นกระดูกสันหลังของประเทศนั้น ก็ไม่มีสมรรถภาพพอที่จะเป็นพลัง ในการรักษาความเป็นเอกราชของชาติไว้ได้ สังคมนั้นก็จะเสื่อมและสลายไป”[14]

 

บรรณานุกรม

เอกสารชั้นต้น :

  • ราชกิจจานุเบกษา, พระราชกำหนดแปลงเงินกู้รายดอกเบี้ยร้อยละหก พุทธศักราช 2478,   วันที่ 12 มกราคม 2478, เล่มที่ 42 หน้า 1913-1916.
  • สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 1 (สมัยวิสามัญ สมัยที่สอง) วันเสาร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2478 ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม, หน้า 11-48.
  • สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 2 (สมัยวิสามัญ สมัยที่สอง) วันอังคารที่ 6 สิงหาคม พุทธศักราช 2478 ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม, หน้า 198-200.

หนังสือภาษาอังกฤษ :

  • Santa Putra, Charivat, Thai Foreign Policy 1932-1946, (ฺBangkok: International Studies Center, 2020)

หนังสือภาษาไทย :

  • เดือน บุนนาค, ท่านปรีดี รัฐบุรุษอาวุโส ผู้วางแผนเศรษฐกิจไทยคนแรก, (กรุงเทพฯ: สายธาร, 2552)
  • ปรีดี พนมยงค์, ปรีดี พนมยงค์ แนะวิธีพิจารณาทางรอดของสังคมไทย, (กรุงเทพฯ: สถาบันสยามเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม,  2519)
  • ปรีดี พนมยงค์, ชีวประวัติย่อของนายปรีดี พนมยงค์, (กรุงเทพฯ: มูลนิธิปรีดี พนมยงค์, 2526)
  • ปรีดี พนมยงค์, “วันปรีดี พนมยงค์” ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๓๔, (กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2534)
  • ปรีดี พนมยงค์, “สัมภาษณ์พิเศษอาจารย์ปรีดี พนมยงค์,” ใน รงค์ วงษ์สวรรค์, ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ วานปีศาจตอบ, (กรุงเทพฯ: มติชน, 2549)
  • ปรีดี พนมยงค์, โมฆสงคราม บันทึกสัจจะประวัติศาสตร์ที่ยังไม่เปิดเผยของรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์, (กรุงเทพฯ: มูลนิธิปรีดี พนมยงค์, 2558)
  • หลวงประดิษฐ์มนูธรรม, เค้าโครงการเศรษฐกิจ, (กรุงเทพฯ: มูลนิธิเด็ก, 2542)

สื่ออิเล็กทรอนิกส์ :

  • พระกษิดิศ สุหชฺโช. (7 สิงหาคม 2563). การยกเลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขต : จากกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ถึงนายปรีดี พนมยงค์. สืบค้นจาก https://pridi.or.th/th/content/2020/08/371#_ref22
  • ปรีดี พนมยงค์. (4 สิงหาคม 2564). นโยบายสันติภาพของรัฐบาล ซึ่งนายพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนาเป็นนายกรัฐมนตรี. สืบค้นจาก  https://pridi.or.th/th/content/2021/08/781
  • สถาบันปรีดี พนมยงค์. (3 มีนาคม 2563). ประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ ๑. สืบค้นจาก https://pridi.or.th/th/libraries/1583202126
  • สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ. (23 กันยายน 2563). ปัญหาเอกราชในทัศนะของปรีดี พนมยงค์. สืบค้นจาก  https://pridi.or.th/th/content/2020/09/430
 

[1] สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ. (23 กันยายน 2563). ปัญหาเอกราชในทัศนะของปรีดี พนมยงค์. สืบค้นจาก  https://pridi.or.th/th/content/2020/09/430

[2] ปรีดี พนมยงค์, “สัมภาษณ์พิเศษอาจารย์ปรีดี พนมยงค์,” ใน ’รงค์ วงษ์สวรรค์, ’รงค์ วงษ์สวรรค์ วานปีศาจตอบ, (กรุงเทพฯ: มติชน, 2549)

[3] สถาบันปรีดี พนมยงค์. (3 มีนาคม 2563). ประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ ๑. สืบค้นจาก https://pridi.or.th/th/libraries/1583202126

[4] สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ. (23 กันยายน 2563). ปัญหาเอกราชในทัศนะของปรีดี พนมยงค์. สืบค้นจาก  https://pridi.or.th/th/content/2020/09/430

[5] หลวงประดิษฐ์มนูธรรม, เค้าโครงการเศรษฐกิจ, (กรุงเทพฯ: มูลนิธิเด็ก, 2542), น. 38-40.

[6] ปรีดี พนมยงค์, ชีวประวัติย่อของนายปรีดี พนมยงค์, (กรุงเทพฯ: มูลนิธิปรีดี พนมยงค์, 2526), น. 105-122.

[7] รายชื่อ 15 ประเทศ ดังกล่าวได้แก่ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส อินโด-ไชน่า เนเธอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร สเปน โปรตุเกส เดนมาร์ก สวีเดน อิตาลี เบลเยี่ยม นอร์เวย์ เยอรมนี และสวิตเซอร์แลนด์ โปรดดูเพิ่มเติมใน Santaputra, Charivat, Thai Foreign Policy 1932-1946, (ฺBangkok: International Studies Center, 2020), p. 139.

[8] ปรีดี พนมยงค์, “วันปรีดี พนมยงค์” ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๓๔, (กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2534), น. 26-31.

[9] ปรีดี พนมยงค์. “นโยบายสันติภาพของรัฐบาลซึ่งนายพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนาเป็นนายกรัฐมนตรี” ใน, ปรีดี พนมยงค์, โมฆสงคราม บันทึกสัจจะประวัติศาสตร์ที่ยังไม่เปิดเผยของรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์, (กรุงเทพฯ: มูลนิธิปรีดี พนมยงค์, 2558), น. 47-56.,  พระกษิดิศ สุหชฺโช. (7 สิงหาคม 2563). การยกเลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขต: จากกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ถึงนายปรีดี พนมยงค์. สืบค้นจาก https://pridi.or.th/th/content/2020/08/371#_ref22

[10] ปรีดี พนมยงค์, ชีวประวัติย่อของนายปรีดี พนมยงค์, (กรุงเทพฯ: มูลนิธิปรีดี พนมยงค์, 2526), น. 23.

[11] สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 2 (สมัยวิสามัญ สมัยที่สอง) วันอังคารที่ 6 สิงหาคม พุทธศักราช 2478 ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม, หน้า 198-200.

[12] ราชกิจจานุเบกษา, พระราชกำหนดแปลงเงินกู้รายดอกเบี้ยร้อยละหก พุทธศักราช 2478,  วันที่ 12 มกราคม 2478, เล่มที่ 42 หน้า 1913-1916.

[13] สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 1 (สมัยวิสามัญ สมัยที่สอง) วันเสาร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2478 ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม, หน้า 11-48.

[14] ปรีดี พนมยงค์, ปรีดี พนมยงค์ แนะวิธีพิจารณาทางรอดของสังคมไทย, (กรุงเทพฯ: มูสถาบันสยามเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม,  2519), น. 4.